ในโลกของการเทรดฟอเร็กซ์ (Forex) นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นและทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่ “คู่เงินหลัก” หรือ Major Pairs เช่น EUR/USD, GBP/USD หรือ USD/JPY เนื่องจากเป็นคู่เงินที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดและมีค่าส่วนต่างราคาที่แคบมาก อย่างไรก็ตาม การจำกัดตัวเองอยู่แค่คู่เงินหลักอาจทำให้เราพลาดโอกาสทองในการทำกำไรจากพฤติกรรมราคาที่วิ่งเป็นเทรนด์อย่างชัดเจนของ “คู่เงินกระแสรอง” หรือ Minor Pairs ไปอย่างน่าเสียดาย
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เทรดเดอร์มือใหม่มักจะหลีกเลี่ยงคู่เงินกระแสรอง เป็นเพราะความกังวลในเรื่องของต้นทุนการเทรดที่ผันผวน แต่รู้หรือไม่ว่า มีคู่เงินกระแสรองบางคู่ที่มีพฤติกรรมน่ารักเป็นพิเศษ มีความเสถียรของราคา และมีค่าบริการที่นิ่งตลอดทั้งวัน บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ “3 คู่เงินกระแสรองที่ตอบโจทย์เรื่องความเสถียร” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการสร้างกำไรให้กับพอร์ตของคุณครับ
ปูพื้นฐานความเข้าใจ ความสำคัญของค่า Spread ในคู่เงินกระแสรอง
ก่อนที่เราจะดำดิ่งไปสู่รายชื่อคู่เงิน สิ่งสำคัญอันดับแรกที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องตระหนักและท่องจำให้ขึ้นใจคือ Spread คืออะไร และมันส่งผลอย่างไรต่อการทำกำไร ในตลาดฟอเร็กซ์นั้น Spread คือ ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) ซึ่งเปรียบเสมือนต้นทุนคงที่ตัวแรกที่คุณต้องจ่ายทันทีที่กดเปิดออเดอร์
เหตุผลที่เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษเมื่อขยับมาเทรดคู่เงินกระแสรอง เพราะคู่เงินเหล่านี้ไม่มีสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) อยู่ในคู่ ทำให้ปริมาณการซื้อขายทั่วโลกน้อยกว่าคู่เงินหลัก ส่งผลให้ในหลายๆ คู่เงินกระแสรอง ค่า Spread คือ ปัจจัยที่สามารถขยายตัวหรือถ่างออกได้อย่างรุนแรงในช่วงที่ตลาดเงียบเหงาหรือช่วงรอยต่อของวัน ดังนั้น การเลือกคู่เงินที่มีการขยับของราคาแคบและนิ่งตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยเซฟต้นทุนและปกป้องกำไรของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะหากเราคำนวณพลาดว่า Spread คือ ต้นทุนเท่าไหร่ในแต่ละช่วงเวลา อาจทำให้พอร์ตพลิกจากกำไรมาเป็นขาดทุนได้อย่างง่ายดาย
3 คู่เงินกระแสรองที่ตอบโจทย์เรื่องความเสถียรของ Spread
1. EUR/GBP (ยูโร / ปอนด์สเตอลิง) : ราชาแห่งความเสถียรในทวีปยุโรป
หากจะหาคู่เงินกระแสรองคู่แรกที่คู่ควรแก่การติดไว้ในพอร์ต คำตอบอันดับหนึ่งคงหนีไม่พ้น EUR/GBP ซึ่งเป็นการจับคู่กันระหว่างสองยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจแห่งทวีปยุโรป เนื่องจากทั้งสองสกุลเงินนี้มีเขตเวลาทางเศรษฐกิจที่ตรงกันอย่างสมบูรณ์ ทำให้ช่วงเวลาในการทำธุรกรรมหลักเกิดขึ้นพร้อมกัน
ความโดดเด่นของ EUR/GBP ในแง่ของค่า Spread คือ การที่มันมีปริมาณเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดที่หนาแน่นมากจากกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้โบรกเกอร์ส่วนใหญ่สามารถเสิร์ฟราคาที่แคบและคงที่ให้กับเทรดเดอร์ได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมง แม้แต่ในช่วงตลาดเอเชียที่คู่เงินยุโรปอื่นๆ มักจะถ่างตัวออก แต่สำหรับคู่ EUR/GBP ค่าส่วนต่างราคากลับยังคงนิ่งและรักษาระดับได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนี้ พฤติกรรมราคาของคู่นี้มักจะวิ่งเป็นไซด์เวย์ (Sideway) หรือวิ่งเป็นแนวโน้มช้าๆ ไม่หวือหวา รุนแรง เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบความเพลย์เซฟและต้องการระบบเทรดที่มีความแม่นยำสูง
2. AUD/NZD (ดอลลาร์ออสเตรเลีย / ดอลลาร์นิวซีแลนด์) : สหายร่วมภูมิภาคโอเชียเนีย
ขยับมาทางฝั่งซีกโลกใต้กันบ้างกับคู่เงิน AUD/NZD ซึ่งเป็นการจับคู่ของสองประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทั้งในด้านภูมิศาสตร์และการค้า เนื่องจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลักเหมือนกัน ทำให้พฤติกรรมราคาของคู่นี้มีความสอดคล้องและหักล้างกันเองในตัว
ในแง่ของต้นทุนการเทรด คู่ AUD/NZD มีลักษณะพิเศษตรงที่ในขณะที่ยุโรปหรืออเมริกาปิดนอนกันหมดแล้ว (ช่วงเช้าตามเวลาประเทศไทย) ตลาดของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จะคึกคักเป็นพิเศษ ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวค่า Spread คือ สิ่งที่แคบจนน่าดึงดูดใจ และเมื่อเวลาผ่านเข้าสู่ช่วงบ่ายหรือค่ำ แม้วอลลุ่มฝั่งเจ้าบ้านจะลดลง แต่ด้วยความที่เป็นคู่เงินยอดนิยมในการทำ Arbitrage และบริหารความเสี่ยงของกองทุนขนาดใหญ่ ทำให้มีสภาพคล่องแฝงคอยค้ำจุนอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ค่าส่วนต่างราคาของ AUD/NZD มีความเสถียรและทนทานต่อสภาวะตลาดผันผวนได้เป็นอย่างดี เป็นอีกหนึ่งคู่ที่สายสวิงเทรดไม่ควรพลาด
3. EUR/JPY (ยูโร / เงินเยนญี่ปุ่น) : คู่หูข้ามทวีปที่มีเสน่ห์ด้านความแรงและวอลลุ่ม
สำหรับเทรดเดอร์ที่รู้สึกว่าสองคู่แรกที่แนะนำไปนั้นวิ่งอืดอาดน่าเบื่อเกินไป และกำลังมองหาคู่เงินกระแสรองที่มีความเร็ว ความแรง แต่ยังมีต้นทุนแฝงที่ควบคุมได้ คู่ EUR/JPY คือคำตอบที่ลงตัวที่สุดสำหรับคุณ
EUR/JPY เป็นหนึ่งในคู่เงินกระแสรองที่มีวอลลุ่มการซื้อขายสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) มักถูกใช้เป็นสกุลเงินในการกู้ยืมเพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น (Carry Trade) ในขณะที่เงินยูโรก็มีบทบาทสำคัญในตลาดยุโรป สิ่งที่น่าสนใจคือ ในมุมของโบรกเกอร์นั้น ค่า Spread คือ ผลสะท้อนจากปริมาณความต้องการซื้อขาย เมื่อ EUR/JPY มีคนต้องการเทรดอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ช่วงตลาดโตเกียวเปิดตอนเช้า ลากยาวไปจนถึงตลาดลอนดอนตอนบ่าย และตลาดนิวยอร์กตอนค่ำ จึงทำให้ค่าส่วนต่างราคาของคู่นี้แทบจะไม่ขยับเขยื้อนกว้างขึ้นเลยตลอดวัน มันจึงกลายเป็นคู่เงินกระแสรองที่มีความนิ่งทางด้านต้นทุนสูงมาก ในขณะที่ตัวกราฟเองมีระยะวิ่งที่กว้างและทำกำไรเป็นรอบได้เป็นกอบเป็นกำ
เคล็ดลับการเทรดคู่เงินกระแสรองให้รอดปลอดภัย
แม้ว่าทั้ง 3 คู่เงินที่เรานำเสนอไปจะขึ้นชื่อเรื่องความเสถียรของราคา แต่การมีทัศนคติที่รอบคอบก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เทรดเดอร์ที่ดีต้องระลึกไว้เสมอว่า ไม่ว่าคู่เงินนั้นจะดีแค่ไหนก็ตาม คำว่า Spread คือ สิ่งที่มีชีวิตและสามารถแปรเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
ข้อควรระวังเพียงอย่างเดียวคือ “ช่วงเวลารอยต่อของวัน” หรือช่วงที่ตลาดนิวยอร์กกำลังจะปิดและตลาดซิดนีย์กำลังจะเปิด (ประมาณช่วงตี 4 ถึง ตี 5 ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งเป็นช่วงที่สถาบันการเงินทั่วโลกหยุดทำการเคลียร์ยอดบัญชี ในช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 30 นาทีนี้ ไม่ว่าจะเป็นคู่เงินหลักหรือคู่เงินกระแสรองระดับเทพขนาดไหน ค่าส่วนต่างราคาก็มีสิทธิ์ที่จะถ่างกว้างขึ้นชั่วคราวได้ ดังนั้น หลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ใหม่ในช่วงเวลานี้ และควรเผื่อระยะจุดตัดขาดทุนให้เหมาะสม เพียงเท่านี้คุณก็สามารถสนุกและสร้างกำไรจากคู่เงินกระแสรองทั้ง 3 คู่ได้อย่างไร้กังวลแล้วครับ หวังว่าจะเป็นความรู้ที่ช่วยในการเทรดของทุกๆ ท่านได้ไม่มากก็น้อยกันนะครับ
